การจัดการศึกษาฐานสมรรถนะในโรงเรียนขนาดกลาง: กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านสามยอด จังหวัดกาญจนบุรี Competency-Based Education Management in a Medium-Sized School: A Case Study of Ban Sam Yod School, Kanchanaburi Province

19 พฤษภาคม 2026

การจัดการศึกษาฐานสมรรถนะในโรงเรียนขนาดกลาง: กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านสามยอด จังหวัดกาญจนบุรี Competency-Based Education Management in a Medium-Sized School: A Case Study of Ban Sam Yod School, Kanchanaburi Province

ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกนี้ มุ่งศึกษาแนวการประเมินฐานสมรรถนะของโรงเรียนบ้านสามยอด อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นโรงเรียนนำร่องรุ่นแรกที่ใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education: CBE) มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 ผลการศึกษาถูกแบ่งออกเป็น 3 ชิ้น ได้แก่ (1) การจัดการศึกษาฐานสมรรถนะในโรงเรียน (2) ระบบการประเมิน (3) การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง  เนื้อหาในเอกสารชุดแรกนี้ จะเล่าถึง (1) การออกแบบหลักสูตรฐานผลลัพธ์ชั้นปี (2) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) (3) การจัดกลุ่มคละนักเรียน (4) โครงการพิเศษและการแก้ปัญหาในยามวิกฤต และ (5) ผลลัพธ์ผู้เรียนและการขยายผล

ผู้เขียนขอขอบพระคุณ คุณครูลูกแก้ว มณีรัตน์ จิตนิยม ครูวิชาคณิตศาสตร์และผู้รับผิดชอบงานวิชาการ โรงเรียนบ้านสามยอด ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานบุกเบิกหลักสูตรฐานสมรรถนะของโรงเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 ผู้มีประสบการณ์ตรงในการออกแบบหลักสูตรและระบบประเมินผลของโรงเรียน ที่ได้เล่ารายละเอียดต่าง ๆ ให้ผู้เขียนฟัง อีกทั้งครูลูกแก้วยังได้รับการแต่งตั้งเป็นครูแกนนำระดับจังหวัดกาญจนบุรีในการถ่ายทอดประสบการณ์สู่โรงเรียนแห่งอื่น ทั้งนี้คุณครูลูกแก้วยินดีเผยแพร่ตัวอย่างเอกสารการประเมินของโรงเรียน สำหรับผู้ที่สนใจอยากนำไปปรับใช้ต่อ (สามารถดาวน์โหลดได้ที่ด้านล่างสุดของบทความนี้)

ตอนที่ 1 การออกแบบหลักสูตรฐานผลลัพธ์ชั้นปี
นับตั้งแต่คณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ประกาศใช้กรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-Based Curriculum Framework: CBE) เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มีคำถามที่น่าสนใจว่า การกำหนด พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 นั้น โรงเรียนจะสามารถแปลงหลักการเชิงนโยบายไปสู่การเรียนการสอนที่แท้จริงได้อย่างไร เมื่อต้องปรับสองกรอบแนวคิด ได้แก่ (1) กรอบความรู้ (Knowledge-Centered) รูปแบบเดิมที่เน้นการสะสมเนื้อหาและการวัดผลมาตรฐานตามตัวชี้วัดที่ส่วนกลางกำหนดกับ (2) กรอบสมรรถนะ (Competency-Centered) ที่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริงอย่างบูรณาการ

โรงเรียนบ้านสามยอดเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นโรงเรียนขยายโอกาสขนาดกลางในพื้นที่ห่างไกล มีนักเรียนรวม 178 คน ครู 16 คน จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น แต่ละระดับชั้นมีห้องเรียน 1 ห้อง จำนวนนักเรียนต่อห้องอยู่ระหว่าง 10–20 คน เลือกนำหลักสูตรประเภทที่ 3 มาปรับใช้ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของรุ่นที่ 1 เป็นรุ่นนำร่อง มีการสร้างแบบประเมิน ปพ.5 ที่โรงเรียนออกแบบเอง ออกแบบหลักสูตร และจัดการเรียนรู้เชิงรุกภายในโรงเรียน การศึกษาประสบการณ์ของโรงเรียนนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อทั้งวงวิชาการและโรงเรียนอื่น ๆ ที่อาจช่วยสร้างแรงบันดาลใจและนำไปปรับประยุกต์ใช้ต่อได้  จุดเริ่มต้นที่โรงเรียนบ้านสามยอด ตัดสินใจนำหลักสูตรประเภทที่ 3 มาใช้เกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร จากที่ครูลูกแก้วเล่าว่า

“ผู้อำนวยการโรงเรียนมองว่า สมรรถนะน่าจะเกิดขึ้นในตัวผู้เรียนโดยที่ไม่ต้องอิงรายวิชาใดรายวิชาหนึ่ง”

วิสัยทัศน์นี้นำไปสู่การออกแบบหลักสูตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ เป็นระบบที่แยกการประเมินสมรรถนะออกจากการประเมินตามสาระการเรียนรู้ คือละทิ้งตัวชี้วัดของหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 แล้วเปลี่ยนมาใช้ผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นปี (Grade-Level Learning Outcomes) แทน โดยผลลัพธ์ถูกออกแบบให้ครอบคลุมความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) เจตคติ (Attitude) ครูลูกแก้วอธิบายว่า

“ตัวชี้วัดเดิมส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ K กับ S รู้แล้วก็ใช้ หรือมีความรู้เพื่อไปสอบบ้าง แต่ถ้าเป็นของสามยอด จะเพิ่มความเป็นสมรรถนะเข้าไป คือผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นปี เช่น ครู จะทิ้งโจทย์ให้เด็ก ๆ หรือตั้งผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นปีไว้ว่า เรื่องที่เด็ก ๆ เรียนต้องใช้ความรู้รายละเอียดอะไร ทักษะอะไร แล้วเขาจะเอาไปต่อยอดอย่างไรในชีวิตประจำวัน เรียนเรื่องรูปคลี่ รูปประกอบในวิชาคณิตศาสตร์เนี่ย คุณครูจะถามเด็ก ๆ ว่า แล้วถ้าเราจะหารายได้ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มจากเนื้อหาที่เราเรียนตรงนี้ เราสามารถทำได้หรือไม่ อย่างไร เด็ก ๆ เขาก็จะออกแบบรูปคลี่ รูปประกอบที่เรียนเพื่อพับไปออกแบบเป็นแพ็กเกจใส่อาหารบ้าง ใส่ผลิตภัณฑ์ของโรงเรียนบ้าง แล้วก็สร้างเป็นโมเดลหรือสิ่งของตกแต่งอาคารบ้านเรือนเพิ่มเข้ามา ส่วนนี้คือ A”   

การบูรณาการเนื้อหาความรู้ ทักษะ และเพิ่มความเป็นสมรรถนะเข้าไปช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ได้จริง และเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียนว่า มีประโยชน์กับชีวิต และทำให้เห็นว่าผลลัพธ์ของการเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่ตรงที่นักเรียนสามารถอธิบายหรือจำเนื้อหาเหล่านั้นได้เพียงเพื่อนำไปใช้สอบแบบในอดีต

การออกแบบหลักสูตรฐานผลลัพธ์ของผู้เรียน ยังมีความน่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ สามารถเทียบโอนกลับไปสู่ระบบการศึกษาแบบเดิมของหลักสูตรแกนกลางได้ โดยโรงเรียนบ้านสามยอด วิเคราะห์ความเชื่อมโยง (Alignment Analysis) ระหว่างผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นปีของโรงเรียนกับตัวชี้วัดหลักสูตรแกนกลาง พบว่า สามารถเทียบโอนได้ 100% และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ พ.ร.บ.นวัตกรรมการศึกษากำหนดไว้ที่ 60% กระบวนการดังกล่าว ครูลูกแก้วเล่าว่า

กรอบความรู้ที่กำหนดโดยผู้ทรงคุณวุฒิในหลักสูตรเดิมยังคงมีคุณค่า เพียงแต่โรงเรียนนำกรอบความรู้นั้นมาใส่ความเป็นสมรรถนะลงไป เพื่อให้เกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มีมิติเจตคติเพิ่มมากขึ้น

ตอนที่ 2 การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning)
โรงเรียนบ้านสามยอด ยึดหลักการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) 100% และใช้แนวทางนี้เป็นหลัก โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมาติดตามและนิเทศ ชั้นเรียนเป็นระยะร่วมกับระบบนิเทศภายในโดยครูพี่เลี้ยงและครูวิชาการ จากตัวอย่างที่ครูลูกแก้วเล่าให้ฟังเรื่องการสอนการวัดพื้นที่ ซึ่งเด็กต้องออกไปใช้ตลับเมตรวัดพื้นที่จริงก่อน แล้วจึงกลับมาทำแบบฝึกทักษะ

“หลักสูตรเดิมจะเน้นฐานความรู้เป็นส่วนใหญ่ บางคนนำไปใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ ครูเคยถามกับเด็ก ๆ ว่า หนูรู้ไหมว่าพื้นที่ 1 ไร่ ถ้าประเมินด้วยสายตาเนี่ยมีขนาดเท่าไหร่ เด็ก ๆ ตอบไม่ได้ เพราะเขาเรียนอยู่กับการจินตนาการ อยู่ในหนังสือเล่มที่ไม่ถึง 1 เมตรด้วยซ้ำ แต่เราพยายามให้เด็ก ๆ เรียนแบบนามธรรมไปเรื่อย ๆ ว่า 1 เมตร 2 เมตร มันจะอยู่เท่านี้ อยู่ในตำราเรียนเท่านั้น แต่พอเราปรับรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อไปให้ถึงสมรรถนะ เราพาไปใช้เครื่องมือจริง ไม้เมตร ตลับเมตรของจริง แทนการจินตนาการหรือใช้ไม้บรรทัดเพียงอย่างเดียว แล้วก็พาไปสถานที่จริง ไปเรียนรู้นอกสถานที่ ไปลองวัดขนาดของพื้นที่จริง ๆ แล้วถึงจะพาเขากลับสู่แบบฝึกทักษะค่ะ เพื่อทดสอบว่า เขาสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ไหม หลังจากผ่านกระบวนการลงมือปฏิบัติมาแล้ว”   

แนวปฏิบัตินี้เกิดจากการตระหนักถึงข้อจำกัดของการเรียนรู้เชิงนามธรรมในหนังสือเรียนซึ่งก่อนการนำแผนการจัดการเรียนรู้เมื่อสักครู่ไปใช้จริง คุณครูจะร่วมกันวิพากษ์แผนการสอนโดยใช้กระบวนการ LSC (Lesson Study Circle) เพื่อออกแบบเนื้อหาและพาผู้เรียนไปถึงสมรรถนะที่ต้องการ รวมทั้งคุณครูยังช่วยกันวิเคราะห์ความซ้ำซ้อนของตัวชี้วัดและช่วยกันรวบรวมเนื้อหาที่ทับซ้อนกันไว้ในหน่วยการเรียนรู้เดียวกัน ผลที่ได้คือ ครูมีเวลาจัดการเรียนรู้ต่อหน่วยมากขึ้น สามารถออกแบบกิจกรรมที่ใช้เวลา 2–5 ชั่วโมงต่อหน่วยได้ แทนที่จะต้องรีบผ่านตัวชี้วัดจำนวนมากในเวลาจำกัด กระบวนการนี้ช่วยยกระดับคุณภาพแผนการสอนก่อนใช้จริง และสร้างความเป็นชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ภายในโรงเรียน

ตอนที่ 3 การจัดกลุ่มคละนักเรียน
โรงเรียนบ้านสามยอดตกลงร่วมกันว่าจะไม่แบ่งกลุ่มนักเรียนตามระดับความสามารถ แต่จัดกลุ่มแบบคละโดยมีสมาชิกที่มีความสามารถในระดับเก่ง กลาง อ่อนในแต่ละกลุ่ม เหตุผลหลักคือใช้กระบวนการเพื่อนช่วยเพื่อนในการเรียน เมื่อคุณครูตั้งคำถามกับนักเรียนที่ยังไม่ค่อยมีส่วนร่วม เพื่อให้เขาได้มีโอกาสตอบคำถามและได้รับการยอมรับจากกลุ่ม ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกกลุ่มช่วยกันเตรียมความพร้อมให้ทุกคน

“ที่นี่จะคละระดับความสามารถเด็กกลุ่มเก่ง กลาง อ่อนไว้ด้วยกันทุกครั้งค่ะ เป็นแนวทางที่เราทำข้อตกลงร่วมกันเลยของคุณครู ใช้กระบวนการเพื่อนช่วยเพื่อนในการเรียนรู้นะคะ คุณครูจะคอยกระตุ้น อย่างเช่น เราประเมินแล้วว่าคำถามนี้เป็นคำถามพื้นฐานง่าย ๆ ที่เขาน่าจะตอบได้ เราก็จะให้เขาได้เป็นฮีโร่โดยการตอบคำถาม ถึงแม้คนกระตือรือร้นจะกดกระดิ่ง แต่ครูสังเกตตลอดว่า คนไหนยังไม่ค่อยมีส่วนร่วม คุณครูจะเลือกให้เด็กคนใดคนหนึ่งในกลุ่มเป็นผู้ตอบ ไม่ใช่ว่าคนกดกระดิ่งหรือคนเก่งของกลุ่มจะเป็นคนตอบตลอด ให้เขาได้กระตุ้นเพื่อนด้วยว่า ถ้าตอบนะจะได้เป็นคะแนนของกลุ่มเรา แปลว่าเพื่อนทุกคนในกลุ่มเนี่ยจะต้องรู้เท่ากันค่ะ”             

ตอนที่ 4 โครงการพิเศษและการแก้ปัญหาในยามวิกฤต
โรงเรียนมีโครงการพิเศษที่ให้ทุนนักเรียนบริหารธุรกิจขนาดเล็ก เช่น เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ทำไปจนถึงขั้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ภายใต้ชื่อไก่อบน้ำอ้อยเจ้าสัวน้อยแห่งขุนเขา ซึ่งกำไรที่ได้ทั้งหมดตกเป็นของนักเรียน และนักเรียนคืนเพียงเงินต้นให้แก่โรงเรียน โครงการนี้มีชื่อว่าเจ้าสัวน้อย เป็นโครงการที่ทำให้เด็กเรียนรู้การบริหารความเสี่ยง การวางแผนการเงิน และได้ค้นพบความถนัดของตัวเองผ่านประสบการณ์จริง ครูลูกแก้วเล่าว่า

“เด็กได้ฝึกมาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ จนเขารู้ว่าเขาชอบอะไร แล้วเขาก็ไปเรียนต่อสายอาชีพด้านนั้นโดยตรง”        

โครงการเจ้าสัวน้อยเป็นหนึ่งในโครงการที่ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ผ่านธุรกิจจริง เป็นตัวอย่างของการบูรณาการสมรรถนะเข้ากับบริบทชีวิตอย่างเป็นระบบที่ผ่านมาในช่วงการปิดโรงเรียนระหว่างวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 โรงเรียนมีโครงการหย่อมบ้าน คือศิษย์เก่าที่จบการศึกษาแล้วมาเป็นอาสาสมัครไปสอนน้องในชุมชน ช่วยสร้างโครงข่ายการเรียนรู้แบบระหว่างบุคคล โดยไม่มีฝ่ายใดเป็นศูนย์กลางหลัก (Peer-to-Peer) ในพื้นที่ และมีครูทำหน้าที่รับงานและให้คำปรึกษาจากโรงเรียน ครูลูกแก้วเล่าว่า

“ช่วงโควิดเราเจอวิกฤตมาก นักเรียนบางบ้านไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอินเทอร์เน็ต เราเลยใช้พี่ ๆ อาสาที่จบไปแล้ว มาตั้งเป็นกลุ่มหย่อมบ้าน ช่วยสอนน้องทำงาน ทำแบบฝึกหัดที่บ้าน เป็นพี่เลี้ยงให้น้อง ๆ ค่ะ โดยมีคุณครูสแตนบายรอรับงานอยู่ที่โรงเรียน”          

โครงการของโรงเรียนสะท้อนแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนพัฒนาสมรรถนะผ่านประสบการณ์ตรง ทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ การบริหารจัดการ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ขณะเดียวกัน โรงเรียนยังสร้างระบบการเรียนรู้แบบพึ่งพากันในชุมชนผ่านเครือข่ายศิษย์เก่า แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและพลังของการเรียนรู้ร่วมกันในภาวะวิกฤต การดำเนินงานเหล่านี้ช่วยพัฒนาทักษะทางวิชาการ เสริมสร้างความรับผิดชอบ ความเป็นผู้นำ และความเข้มแข็งของชุมชนการเรียนรู้แม้จะเจอวิกฤต หรือแม้แต่ในสถานการณ์ปกติ          

ตอนที่ 5 ผลลัพธ์ผู้เรียนและการขยายผล
ผลลัพธ์ที่ปรากฏคือ โรงเรียนบ้านสามยอดมีผลคะแนนสอบ O-NET สูงกว่าระดับประเทศอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่นำหลักสูตร CBE มาใช้ คุณครูลูกแก้วอธิบายว่า เกิดจากรูปแบบการสอนและรูปแบบการสอบเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากการเรียนรู้ของนักเรียนคุ้นเคยกับการคิดวิเคราะห์เชิงสถานการณ์เช่นเดียวกับข้อสอบ PISA และ O-NET

นอกเหนือจากผลสอบมาตรฐานแล้ว นักเรียนส่วนใหญ่รู้จักตนเองและสามารถเลือกเส้นทางชีวิตได้ ผู้ที่จบการศึกษาออกไปได้ศึกษาต่อในเส้นทางที่ตนเองสนใจ บางคนสอบเข้าห้องเรียนพิเศษ (Gifted) บางคนสอบเข้าห้องเรียนภาษาได้เป็นอันดับต้น หรือเป็นนักเรียนสายอาชีวศึกษา หรือออกไปทำงานตามความถนัดที่ค้นพบจากโครงการเจ้าสัวน้อย รวมทั้งโรงเรียนยังได้รับความเชื่อมั่นจากชุมชนมากขึ้น ซึ่งสะท้อนจากจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 150–160 คน เป็นเกือบ 180 คนในปีการศึกษา 2569  

ขณะเดียวกัน แนวปฏิบัติของโรงเรียนบ้านสามยอดยังได้ขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นทั้งในจังหวัดกาญจนบุรีและทั่วประเทศ โดยครูลูกแก้วได้รับแต่งตั้งเป็นแกนนำระดับจังหวัดเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และบทเรียนจากการเป็นโรงเรียนรุ่นแรกที่ผ่านการลองผิดลองถูกมาก่อน ช่วยให้โรงเรียนรุ่นหลังสามารถเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น          

บทสรุป
1. โมเดลการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ กรณีของโรงเรียนบ้านสามยอดพบว่า โรงเรียนไม่ได้รอให้ส่วนกลางกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนก่อน แต่สร้างนวัตกรรมขึ้นจากภายใน โดยอาศัยความเป็นเจ้าของนโยบายร่วมกันของคณะครู ผู้บริหาร และชุมชน แนวทางนี้ตรงข้ามกับรูปแบบ Top-Down แบบเดิม การพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาฐานสมรรถนะที่มีความร่วมมือร่วมใจจากภายใน ตั้งแต่การออกแบบหลักสูตร วิธีการสอน ระบบประเมิน และการมีส่วนร่วมของชุมชน ล้วนมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือ การพัฒนาสมรรถนะองค์รวมของผู้เรียน ความตั้งใจนี้เองที่ทำให้ระบบทำงานได้จริง และน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมมีความยั่งยืน            
2. ความสัมพันธ์ระหว่างการประเมินและการสอน พบว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบข้อสอบ จากเลือกตอบ (Multiple Choice) เป็นการสอบเขียนเพื่ออธิบายวิธีคิดในสถานการณ์ต่าง ๆ กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ดึงให้วิธีการสอนเปลี่ยนตามไปด้วยโดยธรรมชาติ เพราะครูต้องฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ให้นักเรียนเพื่อให้ตอบข้อสอบได้ ไม่ใช่แค่ท่องจำ                     
3. ข้อมูลจากการสัมภาษณ์นี้สามารถพัฒนาขึ้นได้ เช่น ขยายการสัมภาษณ์ไปสู่ผู้เรียนที่กำลังศึกษาอยู่และที่สำเร็จการศึกษาไปแล้ว ผู้ปกครอง และผู้บริหาร รวมถึงติดตามระยะยาว (Longitudinal Study) เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของผู้เรียนหลังจบการศึกษาออกไปสู่ชีวิตจริง

 

เจ้าของเรื่อง: มณีรัตน์ จิตนิยม

ผู้เขียน: ปัณฑารีย์ ทันตสุวรรณ

 

การประชุมคณะอนุุกรรมการด้านส่งเสริมการบริหารวิชาการ ครั้งที่ 3/2569
หมวดหมู่บทความ
ติดต่อเจ้าหน้าที่
สบน.
สำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
สวัสดีครับ โปรดแจ้งละเอียดเรื่องที่จะสอบถาม เจ้าหน้าที่จะกลับมาตอบเร็วที่สุด
ส่งข้อความ