เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 69 สบน. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และถอดบทเรียนความสำเร็จจากพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทั่วประเทศ ผ่านการนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices) ที่สามารถต่อยอดและประยุกต์ใช้ได้จริงในบริบทพื้นที่ต่าง ๆ ของโรงเรียนหนองหญ้าปล้องจังหวัดศรีสะเกษ ที่สะท้อนถึงรูปแบบการดำเนินงาน วิธีการทำงาน และผลลัพธ์ในการพัฒนาสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรม มีดังนี้:
1. ข้อมูลพื้นฐานและบริบทนวัตกรรม
- สังกัด: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
- ประเภท: โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา มีนักเรียน 136 คน และบุคลากร 22 คน
- สถานะ: เป็นโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมรุ่นที่ 1 ของจังหวัดศรีสะเกษ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562
- นวัตกรรมหลัก: ใช้การจัดการเรียนรู้เชิงระบบ ประกอบด้วย จิตศึกษา, PBL (Problem/Project-Based Learning) และ PLC
2. เป้าหมายการจัดการศึกษา (School Concept & DOE)
- School Concept: “คิดดี ทำดี มีความสุข”
- ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ (DOE) – GOLD:G (Good Student): เป็นคนดี มีคุณธรรม ใฝ่เรียนรู้ และมีจิตสาธารณะ
- O (Organic Life): ใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย มีสุขภาวะที่ดี และเกื้อกูลสิ่งแวดล้อม
- L (Love): ภูมิใจในรากเหง้า รักท้องถิ่น และเคารพความหลากหลาย
- D (Developer): เป็นผู้นำยุคดิจิทัล สร้างสรรค์นวัตกรรม และต่อยอดภูมิปัญญาชุมชน
3. กระบวนการทำงานและขั้นตอนวิธีการ
โรงเรียนบ้านหญ้าปล้องมีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน แบ่งออกเป็นระดับโครงสร้างและระดับห้องเรียน ดังนี้:
- ตารางวิถีชีวิตในโรงเรียน:
- ช่วงเช้า: กิจกรรม จิตศึกษา 20 นาที ก่อนเข้าสู่เนื้อหาวิชาหลัก (ไทย, คณิต, อังกฤษ)
- ช่วงบ่าย: กิจกรรม บอดี้สแกน 15 นาที ก่อนเริ่มเรียน PBL
- ก่อนกลับบ้าน: กิจกรรม AAR (After Action Review) 30 นาที เพื่อสะท้อนการเรียนรู้
- ทุกวันพฤหัสบดี: วง PLC ของคณะครูเพื่อวิพากษ์และพัฒนาแผนการสอน
- โครงสร้างหลักสูตร 4 หน่วยการเรียนรู้ (Quarters):
- หน่วยพลเมืองดี (Quarter 1)
- หน่วยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Quarter 2)
- หน่วยศาสตร์แห่งสื่อ (Quarter 3)
- หน่วยนวัตกรน้อย (Quarter 4)
- ระดับความงอกงามตามช่วงชั้น:
- ช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-3): เริ่มต้นเรียนรู้ด้วยจินตนาการ
- ช่วงชั้นที่ 2 (ป.4-6): แก้ปัญหาด้วยเหตุผลและตรรกะ
- ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-3): ออกแบบอย่างเป็นระบบและเกิดนวัตกรรม
4. ระบบการวัดและประเมินผล (Key Achievement)
โรงเรียนใช้ระบบ Blueprint Design ในการวัดผลที่เน้นสมรรถนะแทนการวัดความรู้เพียงอย่างเดียว:
- 6 สมรรถนะหลัก (Core Competencies): จัดการตนเอง, การสื่อสาร, การรวมพลังทำงานเป็นทีม, การคิดขั้นสูง, พลเมืองที่เข้มแข็ง และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
- เกณฑ์การให้คะแนน 4 ระดับ:ระดับ 1: เริ่มต้น (0-3 คะแนน)
- ระดับ 2: กำลังพัฒนา (4-6 คะแนน)
- ระดับ 3: สามารถ (7-9 คะแนน)
- ระดับ 4: เหนือความคาดหวัง (10-12 คะแนน)
- เครื่องมือการประเมิน: ใช้ Scoring Rubrics ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมบ่งชี้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ เช่น การประเมินจากการทำ “ข้าวฮางงอก” ที่วัดทั้งการทำงานเป็นทีมและการคิดขั้นสูง
- การประเมินแบบองค์รวม (Holistic Evaluation Matrix): บูรณาการ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ (เกรด 8 กลุ่มสาระ), ด้านสมรรถนะหลัก 6 ด้าน, ด้านทักษะการคิด (อ่าน คิด วิเคราะห์ เขียน) และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 12 ข้อ
5. ผลลัพธ์และการรายงานผล
- Individual Student Report: โรงเรียนออกรายงานผลความก้าวหน้าการเรียนรู้รายบุคคลที่แสดงผลเป็น Spider Chart เพื่อให้เห็นการพัฒนาสมรรถนะในทุกมิติอย่างเป็นรูปธรรม
- ผลตอบรับ: ข้อมูลจากการประเมินถูกนำกลับมาเข้าวง PLC เพื่อแก้ปัญหาผู้เรียนเป็นรายบุคคล ทำให้ครูไม่ได้ยึดติดกับแค่กรอบเนื้อหา แต่เน้นกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน
สรุปคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ
1. อ.ศราวุธ
- การใช้ Rubric เชิงพัฒนา: แนะนำให้โรงเรียนก้าวข้ามการใช้ Scoring Rubric (เกณฑ์การให้คะแนน) ที่ออกแบบมาเพื่อตัดสินชิ้นงานแต่ละชิ้น ซึ่งสร้างภาระหนักให้ครู
- เน้น Progression: เสนอให้ใช้ Holistic Rubric หรือ Rubric ประจำผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome – LO) เพื่อให้เห็น “แผนที่การเดินทางของเด็ก” หรือพัฒนาการ (Progression) แทนการเก็บคะแนนเป็นครั้งๆ ซึ่งจะช่วยลดภาระครูและเห็นภาพรวมความสามารถของเด็กได้ดีกว่า
2. อ.บังอร
- ความละเมียดในการออกแบบเกณฑ์: เตือนว่าเกณฑ์การวัดต้องตรงกับตัวสมรรถนะจริงๆ เช่น หากจะวัดความรักธรรมชาติหรือความคิดสร้างสรรค์ เกณฑ์ต้องมุ่งไปที่ “ความแปลกใหม่” ไม่ใช่แค่ “ความสวยงาม” เพื่อให้การวัดผลแม่นยำ
- อย่ารีบกรอกคะแนน: เน้นย้ำเรื่อง Formative Assessment ว่าควรใช้เกณฑ์ประเมินเพื่อพัฒนาเด็ก (AAL และ AFL) ให้เด็กเห็นจุดพร่องแล้วปรับปรุงงานจนสมบูรณ์ก่อนที่จะตัดสินให้คะแนนจริง (Summative)
3. อ.ปิยาภรณ์
- การเป็นโค้ช (Coaching): แนะนำให้ครูตั้งคำถามและเฝ้าสังเกตจุดที่นักเรียน “ไม่สำเร็จ” เพื่อดูว่าเด็กก้าวข้ามอุปสรรคได้อย่างไร และครูทำหน้าที่แนะแนวทางได้เหมาะสมตามกลุ่มเด็กที่แตกต่างกันหรือไม่
- วิชาการต้องเข้มแข็ง: ย้ำว่าโรงเรียนที่พัฒนาได้อย่างยั่งยืนต้องมีระบบงานวิชาการที่เข้มแข็ง โดยครูทั้งโรงเรียนต้องมีส่วนร่วมในการวางเกณฑ์มาตรฐานและรู้ข้อมูลเด็กอย่างชัดเจน
4.อ.สุธีระ
- การสังเกตในสภาวะไม่รู้ตัว: ให้ความเห็นว่าสมรรถนะด้านค่านิยม (V) และเจตคติ (A) มักแสดงออกในสภาวะจิตใต้สำนึก ครูจึงต้องสร้างสถานการณ์ที่ “เด็กไม่รู้ตัว” แล้วสังเกตพฤติกรรมตามธรรมชาติเพื่อให้ประเมินค่าเหล่านี้ได้ตรงตามจริง
5. อ.สุรศักดิ์
- การส่งต่อข้อมูล: แนะนำให้โรงเรียนใช้ข้อมูลจากการประเมินผลสัมฤทธิ์ในแต่ละชั้นปี ส่งต่อให้กับครูในชั้นที่สูงขึ้นไปเพื่อใช้วางแผนการสอนให้ต่อเนื่องและเหมาะสมกับเด็กรายบุคคล
- การใช้ฟีดแบ็ก (Feedback): เน้นความสำคัญของการให้คำแนะนำที่ชวนให้เด็กคิดวิเคราะห์ มากกว่าการใช้เพียงแบบทดสอบอย่างเดียว