ระบบการประเมินผู้เรียน กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านสามยอด จังหวัดกาญจนบุรี

2 มิถุนายน 2026

ระบบการประเมินผู้เรียน กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านสามยอด จังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อโรงเรียนเปลี่ยนแปลงมาใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ การประเมินผู้เรียนจึงปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ กระบวนการคิด คุณลักษณะ และพฤติกรรมของผู้เรียนอย่างรอบด้าน

โรงเรียนบ้านสามยอดได้พัฒนาระบบการประเมินให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกับบริบทดังกล่าว ทั้งในด้านวิชาการและพัฒนาการเชิงสมรรถนะ โดยในบทความนี้ผู้เขียนจะนำเสนอเครื่องมือการประเมินที่โรงเรียนออกแบบและใช้จริง 6 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ (1) ระบบประเมินแบบคู่ขนาน ทั้งแบบสาระการเรียนรู้และแบบฐานสมรรถนะ (2) การประเมินสัดส่วน 90:10 (3) รูบริกการให้คะแนน (4) การประเมินคุณลักษณะและพฤติกรรม (5) ระบบ Q-Info/Q-Parent และ (6) การจัดทำเอกสาร ปพ.5 และ ปพ.6 โดยข้อมูลทั้งหมดเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ของคุณครูลูกแก้ว มณีรัตน์ จิตนิยม ครูวิชาคณิตศาสตร์และผู้รับผิดชอบงานวิชาการ โรงเรียนบ้านสามยอด มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

  1. ระบบประเมินแบบคู่ขนาน ทั้งแบบสาระการเรียนรู้และแบบฐานสมรรถนะ        

โรงเรียนบ้านสามยอดใช้ระบบการประเมินแบบสองระบบคู่ขนาน ทั้งการวัดผลตามสาระการเรียนรู้และการประเมินฐานสมรรถนะ เพื่อสะท้อนพัฒนาการของผู้เรียนอย่างรอบด้านและเป็นธรรมต่อศักยภาพของผู้เรียน ทำให้การประเมินเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ประเมินเพื่อตัดสิน

รูปแบบแรกคือ การประเมินตามสาระการเรียนรู้ ดำเนินการผ่านรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ การประเมินตามสภาพจริง การทดสอบรายหน่วย และการสังเกตพฤติกรรม ใช้แบบประเมินและรูบริก (Rubric Scoring) ที่ครูออกแบบร่วมกันก่อนเปิดภาคเรียน จากที่ครูลูกแก้วเล่าว่า

คุณครูจะประเมินระหว่างเรียนเลยค่ะ ประเมินตามสภาพจริง ณ สถานการณ์นั้น ๆ โดยชี้แจงวิธีการและเกณฑ์การประเมินให้ทั้งห้องทราบร่วมกันก่อน เดิมทีนักเรียนบางคนอาจไม่เข้าใจว่าทำไมปลายภาคถึงได้คะแนนแบบนั้น เพราะครูมาแจ้งทีหลังว่าเคยมีพฤติกรรมอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่เขาอาจจำไม่ได้แล้วว่าเกิดขึ้นตอนไหน พอปรับมาเป็นการประเมินตามสภาพจริงและแจ้งผลทันที เด็ก ๆ จะเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมตนเองถึงได้คะแนนแตกต่างจากเพื่อน เช่น ขณะที่เพื่อนนำเสนอหรือร่วมมือกันทำงานกลุ่ม แต่ตนนั่งเฉย ๆ เมื่อเห็นว่าคุณครูมีแบบประเมินกระบวนการกลุ่มและประเมินอยู่ตลอดเวลา เขาจะเริ่มระมัดระวังพฤติกรรมของตัวเองมากขึ้น ก่อนหน้านี้บางคนอาจแกล้งเพื่อนหรือไม่ให้ความร่วมมือระหว่างเรียน แต่เมื่อเข้าใจเกณฑ์การประเมินและได้รับข้อมูลสะท้อนกลับอย่างสม่ำเสมอ พฤติกรรมเหล่านี้ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เด็ก ๆ จะได้ทราบผลการประเมินของตัวเองท้ายคาบ และคิดต่อได้ว่าทำไมคะแนนของตนจึงไม่เท่าเพื่อน เพราะครูเชื่อว่าเมื่อเขารู้ตัว เขาก็จะปรับพฤติกรรมของตัวเอง เพราะเขาก็อยากได้คะแนนเหมือนเพื่อนค่ะ

วิธีที่คุณครูลูกแก้วใช้คือ การประเมินแบบให้ผู้เรียนรู้ตัวว่ากำลังถูกให้คะแนนอยู่ ผู้เรียนจึงควบคุมพฤติกรรมตนเองให้สอดคล้องในแนวทางที่คุณครูต้องการ วิธีนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการควบคุมชั้นเรียนและปรับพฤติกรรมผู้เรียนให้ไปในทิศทางเดียวกัน คือต้องการให้มีส่วนร่วม ให้แสดงออกในพฤติกรรมที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน โรงเรียนอื่น ๆ อาจใช้การประเมินแบบไม่ให้ผู้เรียนรู้ตัวว่า กำลังถูกประเมิน ผู้เรียนจึงไม่กดการกระทำตนเอง แต่คุณครูจะใช้คำถามปลายเปิดกับนักเรียนถึงพฤติกรรมที่แสดงออกว่า ส่งผลอย่างไรต่อเพื่อนในกลุ่ม หรือทั้งชั้นเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวนและปรับพฤติกรรมโดยความสมัครใจ ซึ่งทั้งสองวิธีการ อาจปรับใช้ได้ในบริบทที่ต่างกัน ผู้เขียนเสนอว่า ไม่ว่าจะประเมินแบบรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญคือการพาผู้เรียนทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยการถาม การชี้แจง การสื่อสาร การให้ตัวอย่าง เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจวัตถุประสงค์ของการอยากให้ปรับพฤติกรรม และผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นตัวอย่างของการให้ข้อเสนอแนะ (Feedback) กับผู้เรียนและให้ผู้เรียนสะท้อนคิด (Reflective Thinking) ซึ่งเป็นชุดทักษะสำคัญของการบ่มเพาะสมรรถนะผู้เรียน การกำกับการเรียนรู้ของตนเอง (Self-directed Learner) และการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)   

ในส่วนการประเมินสมรรถนะหลัก 6 ด้าน คุณครูทั้งโรงเรียนบ้านสามยอดร่วมกันออกแบบคลังข้อสอบเชิงสถานการณ์ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education: CBE) โดยแบ่งการทดสอบตามช่วงชั้น ช่วงชั้นที่ 1 ได้แก่ ป.1–3 ช่วงชั้นที่ 2 ได้แก่ ป.4–6 ช่วงชั้นที่ 3 ได้แก่
ม.1–3 และดำเนินการประเมิน 3 ครั้งต่อปีการศึกษา ได้แก่ ปลายภาคเรียนที่ 1 กลางภาคเรียนที่ 2 และปลายภาคเรียนที่ 2 ครูลูกแก้วเล่าว่า

สมรรถนะหลักใช้รูบริกสกอร์ (Rubric Score) ในแต่ละรายวิชาเหมือนโรงเรียนอื่น แต่ว่าเริ่มมีการประเมินระหว่างเรียนด้วยที่แตกต่างจากโรงเรียนอื่น เราจะใช้การประเมิน 3 ครั้งด้วยกัน เพื่อที่จะหาความเที่ยงตรงว่า เด็กคนนั้นเขามีความสามารถระดับใด เช่น ได้คะแนนระดับเริ่มต้น 2 ครั้ง และทำได้เหนือความคาดหวัง 1 ครั้ง เมื่อค่าเฉลี่ยออกมา เด็กคนนี้จะได้ระดับตามความสามารถ ถึงแม้เด็กไปถึงเหนือความคาดหวังแล้ว แต่ 2 ครั้งแรก เขาได้ในระดับระยะเริ่มต้น …เราจะใช้ความถี่เข้ามามีส่วนร่วมด้วยค่ะ จริง ๆ 3 ครั้งจะไม่ค่อยมีปัญหา แต่ห่วงกรณีใช้การทดสอบ 4 ครั้ง พอหารเฉลี่ยออกมาแล้ว จะไม่ค่อยเป็นธรรมกับผู้เรียนในมุมของครู เพราะเวลาหาค่าเฉลี่ยออกมา นักเรียนจะไปไม่สุดถึงความสามารถของเขา โรงเรียนบ้านสามยอดเลยมองว่า 3 ระดับ การประเมินจะเที่ยงตรงที่สุด 3 ครั้ง ต่อ 1 สมรรถนะ และจะวัดทั้งหมด 3 ครั้ง
ครั้งที่
1 ปลายภาคเรียนที่ 1 ครั้งที่ 2 กลางภาคเรียนที่ 2 และครั้งที่ 3 ปลายภาคเรียนที่ 2 ค่ะ

การทดลองหาค่าเฉลี่ยในระบบการประเมิน 4 ครั้ง แบบปกติอาจไม่สะท้อนพัฒนาการที่แท้จริง โรงเรียนจึงแก้ปัญหาโดยการให้ความสำคัญกับความถี่ของระดับที่นักเรียนทำได้ มากกว่าการเฉลี่ยอย่างเดียว  จึงกำหนดให้มีการประเมินแค่ 3 ครั้ง เพื่อให้ความเป็นธรรมในการประเมินความสามารถของนักเรียนมากที่สุด ส่วนรูปแบบข้อสอบนั้น ตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนบ้านสามยอดหยุดใช้ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice) ทั้งหมด หันมาใช้ข้อสอบเชิงสถานการณ์ที่ต้องการการตอบสั้นหรือการอธิบายเหตุผลแทน ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบของ PISA และข้อสอบ O-NET รุ่นใหม่ที่เน้นทดสอบกระบวนการคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่แค่จำได้เพียงเนื้อหา ผลคือเมื่อนักเรียนจากโรงเรียนบ้านสามยอดคุ้นชินกับข้อสอบเขียนตอบในระดับจังหวัดหรือระดับชาติ นักเรียนจึงทำคะแนนสอบ O-NET ได้ดีตามไปด้วย จากที่ครูลูกแก้วเล่าว่า

“โรงเรียนที่สอนแบบสมรรถนะจริง ๆ เวลาเด็กไปสอบข้อสอบภาพรวมของจังหวัดที่เป็นการเขียนตอบ เขาจะทำได้ดีมาก ต่างจากโรงเรียนที่ยังสอนรูปแบบเดิมที่เป็นข้อสอบช้อยส์ พอเจอข้อสอบเขียนตอบ คะแนนจะค่อนข้างต่ำ เพราะไม่ได้ฝึกรูปแบบนี้มาค่ะ”            

  1.   การประเมินสัดส่วน 90:10

โรงเรียนบ้านสามยอดกำหนดสัดส่วนและให้ความสำคัญกับการประเมินระหว่างกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน (Formative Assessment) มากกว่าการประเมินผู้เรียนแบบสรุปเพื่อตัดสินผลลัพธ์ปลายทาง (Summative Assessment) โดยกำหนดสัดส่วนคะแนน Formative ต่อ Summative ที่ 90:10 หรือ 80:20 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายวิชา การกำหนดสัดส่วนนี้สะท้อนว่า โรงเรียนปฏิเสธแนวคิดการสอบในช่วงเวลาจำกัด 1 ชั่วโมง ว่าไม่สามารถสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของผู้เรียนได้อย่างยุติธรรม ครูลูกแก้วอธิบายปัญหาของสัดส่วน 70:30 แบบเดิมว่า

“ถ้าเก็บ Formative ต่อ Summative 70:30 เด็กทำดีแค่ไหนตลอดเทอม เขาก็ได้สูงสุดแค่เกรด 3 เพราะคุณครูเก็บตั้ง 70:30 ดังนั้นที่โรงเรียนนี้จะเก็บอยู่ที่ 90:10 หรือ 80:20 เท่านั้นค่ะ”     

นอกจากนั้น โรงเรียนบ้านสามยอดยังตระหนักถึงสภาวะทางอารมณ์ ครอบครัว และสภาพสังคมที่เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อผู้เรียน การตัดสินศักยภาพของมนุษย์คนนึงด้วยการสอบจึงไม่ใช่ความยุติธรรมในมุมมองของคุณครู จากที่ครูลูกแก้วกล่าวว่า

“วันสอบเขาอาจจะพร้อมหรือไม่พร้อมด้วยเหตุผลอะไรเราไม่ทราบเลย ปัญหาครอบครัวที่เด็กอาจจะพบในวันสอบ หรือเขามีปัญหากับเพื่อน หรือมีอะไรไม่สบายใจที่ทำให้เขาแสดงศักยภาพได้ไม่เต็มที่ค่ะ”

มุมมองนี้สะท้อนแนวคิดการประเมินที่คำนึงถึงสภาวะชีวิตของผู้เรียนในฐานะปัจเจก ไม่ใช่เฉพาะผลการปฏิบัติในช่วงเวลาจำกัด ดังนั้นโรงเรียนบ้านสามยอดจึงให้ความสำคัญกับการประเมินระหว่างกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน (Formative Assessment) 80-90%

  1. รูบริกการให้คะแนน

กระบวนการออกแบบเกณฑ์รูบริกและคลังข้อสอบของโรงเรียนบ้านสามยอด มีเป้าหมายเดียวกันคือต้องการประเมินฐานสมรรถนะโดยมีมาตรฐานเท่าเทียมกันทั้งโรงเรียน และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างห้องเรียน เมื่อเป้าหมายชัด คุณครูทั้งโรงเรียนจึงมาร่วมกันออกแบบ โดยแบ่งกลุ่มตามช่วงชั้น (ป.1–3, ป.4–6, ม.1–3) เมื่อข้อสอบและรูบริกถูกสร้างขึ้นแล้ว ทุกอย่างจะถูกเก็บไว้ในคลังกลางที่ครูทุกคนเข้าถึงได้ ไม่มีใครต้องนั่งออกข้อสอบซ้ำคนเดียว และที่สำคัญ ไม่ว่าครูคนไหนจะเป็นผู้คุมสอบ เกณฑ์การให้คะแนนก็ยังคงเป็นมาตรฐานเดียวกัน คุณครูลูกแก้วเล่าถึงกระบวนการนี้ว่า

“ในส่วนของการประเมินสมรรถนะหลัก เราจะสร้างรูบริกแนบไว้กับตัวข้อสอบหรือแบบทดสอบเลย อย่างเช่นเราแบ่งเป็นช่วงชั้นที่ 1 คุณครูประถมต้น ช่วงชั้นที่ 2 เป็นคุณครูประถมปลาย แล้วก็ช่วงชั้นที่ 3 เป็นมัธยมต้น ครูจะมาร่วมกันออกแบบทดสอบและสร้างเกณฑ์รูบริกไว้เป็นคลังข้อสอบของโรงเรียน …ซึ่งไม่ว่าคุณครูเป็นท่านใดก็ตาม ก็สามารถดึงข้อสอบนั้นมาใช้กับผู้เรียนได้เลย”

ระบบนี้ช่วยลดภาระงานของครูแต่ละคน และปิดช่องว่างการประเมินด้วยมาตรฐานที่มีความแตกต่างกันแบบในอดีต โรงเรียนบ้านสามยอดใช้การประเมินฐานสมรรถนะนี้เพื่อให้เกิดความเที่ยงตรงและเป็นธรรมกับผู้เรียนทุกคน รวมถึงการออกข้อสอบและเกณฑ์การให้คะแนนเหล่านี้ยังพัฒนามาจากประสบการณ์ตรงของครูในแต่ละช่วงวัย ข้อสอบและเกณฑ์จึงสอดคล้องกับผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น

  1. การประเมินคุณลักษณะและพฤติกรรม

ในระหว่างกระบวนการเรียนรู้ และระหว่างที่นักเรียนอยู่ในโรงเรียน คุณครูจะสังเกตพฤติกรรมและคุณลักษณะของผู้เรียนในสถานการณ์จริง พร้อมสะท้อนผลทันที ไม่รอจนถึงปลายภาคเรียน แนวปฏิบัตินี้เรียกว่า การป้อนข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ณ ช่วงเวลานั้น เพราะจะช่วยให้นักเรียนรู้ตัวและปรับตัวได้เร็ว ซึ่งการประเมินฐานสมรรถนะจะประกอบไปด้วยคุณลักษณะและพฤติกรรมบ่งชี้ที่ต้องการพัฒนาผู้เรียน เช่น สมรรถนะการจัดการตนเอง ครูจะมีข้อสอบเขียนบรรยาย และครูจะออกแบบกิจกรรมเพื่อพัฒนาตามฐานสมรรถนะเหล่านั้น ตัวอย่างคำถามจากระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ว่า

            สมรรถนะ: การจัดการตนเอง   
            ระดับชั้น: ประถมศึกษาปีที่ 6    
            เวลา: 30 นาที
            องค์ประกอบ: การเห็นคุณค่าในตนเอง และการมีเป้าหมายในชีวิต
            สถานการณ์ที่ 1: ถ้านักเรียนรับปากกับคุณครูว่าจะช่วยจัดโต๊ะและทำความสะอาดห้องเรียนหลังเลิกเรียน แต่เพื่อนชวนไปเล่นเกมทันทีหลังเลิกเรียน คุณจะตัดสินใจอย่างไร เขียนอธิบายผลดีและผลเสียของการเลือกแต่ละทาง และบอกว่าคุณจะเลือกทำอะไร พร้อมเหตุผล          

แนวทางคำตอบ: ตัวเลือกที่ 1: ทำตามที่ครูขอ ช่วยจัดโต๊ะและทำความสะอาดห้องเรียน ผลดี: รักษาคำพูดและความน่าเชื่อถือ ห้องเรียนสะอาด เพื่อน ๆ ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ครูและเพื่อนเห็นว่าเรามีความรับผิดชอบ ผลเสีย: ไม่ได้ไปเล่นเกมกับเพื่อนทันที อาจรู้สึกน้อยใจหรือกลัวตกกลุ่ม
ตัวเลือกที่ 2: ไปเล่นเกมกับเพื่อนทันที ผลดี: ได้เล่นสนุกกับเพื่อนทันที ไม่พลาดโอกาส รู้สึกเพลิดเพลินและผ่อนคลาย ผลเสีย: ผิดสัญญากับครู ทำให้เสียความน่าเชื่อถือ ห้องเรียนไม่สะอาด เพื่อนคนอื่นอาจเดือดร้อน อาจถูกครูตำหนิหรือถูกลงโทษ คำตอบที่เลือก จะเลือกช่วยครูทำความสะอาดห้องเรียนก่อน เพราะได้สัญญาไว้แล้ว และเป็นหน้าที่ที่ควรรับผิดชอบ ถ้าไปเล่นเกมทันทีจะทำให้ผิดคำพูดและเพื่อน ๆ ก็ต้องเรียนในห้องที่ไม่สะอาด ถึงแม้จะไม่ได้เล่นเกมพร้อมเพื่อน แต่สามารถไปเล่นกับเพื่อนได้หลังจากทำงานเสร็จ ซึ่งดีกว่าการผิดสัญญา

            คะแนน Rubric Score:

ข้อที่

ระดับ

เกณฑ์การประเมิน

คำถามที่ 1

จากสถานการณ์ที่กำหนดให้ นักเรียนจะตัดสินใจอย่างไร เขียนอธิบายผลดีและผลเสียของการเลือกแต่ละทาง และบอกว่าคุณจะเลือกทำอะไร พร้อมเหตุผล

เริ่มต้น

ตอบสั้น ๆ ขาดการวิเคราะห์ เหตุผลไม่ชัด

กำลังพัฒนา

วิเคราะห์เพียงบางส่วน เหตุผลยังไม่สัมพันธ์กับการตัดสินใจ

สามารถ

วิเคราะห์ผลดี-ผลเสียครบ เลือกทางออกเหมาะสม
แต่เหตุผลยังไม่ชัด

เหนือความคาดหวัง

วิเคราะห์ผลดี-ผลเสียครบทั้งสองทาง เลือกทางออกที่แสดงความรับผิดชอบ พร้อมเหตุผลชัดเจน

มิติการประเมินด้านในเป็นสิ่งที่ยากต่อการวัดด้วยแบบทดสอบทั่วไป โรงเรียนบ้านสามยอดจึงออกแบบกระบวนการประเมินมิติเหล่านี้ผ่านฐานสมรรถนะ โดยเริ่มจากสมรรถนะแรก เพราะเชื่อว่าเป็นฐานรากที่จำเป็นก่อนที่นักเรียนจะพัฒนาสมรรถนะอื่น ๆ ครูลูกแก้วพูดว่า

“ตอนนี้มีคุณครูท่านหนึ่งได้ทดลองใช้การประเมินสมรรถนะการจัดการตนเอง ซึ่งเป็นสมรรถนะแรกเลยที่จะปลูกฝังให้เด็ก ๆ ให้เขาได้รู้จักตนเองมากที่สุด ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่สมรรถนะอีก 5 สมรรถนะที่เหลือนะคะ”

นอกจากนี้ นักเรียนยังได้ประเมินตนเอง (Self-Assessment) และประเมินเพื่อน (Peer Assessment) ในระหว่างการเรียนรู้ประจำวัน เป็นการสะท้อนชื่อชม ให้คำแนะนำผลงาน โดยใช้กระดาษโน้ต (Post-it) หรือบอกกันด้วยวาจา และทำเป็นปกติทุกวัน ครูลูกแก้วเล่าว่า

“ผู้เรียนจะมีการประเมินตนเอง มีการประเมินเพื่อน และสะท้อนผลซึ่งกันและกัน ตรงนี้เราจะใช้รูปแบบเดียวกันทั้งโรงเรียนค่ะ ผู้เรียนก็จะได้รู้จักตัวเองด้วย รู้จักเพื่อน การทำงานร่วมกัน การเรียนรู้ร่วมกันก็จะง่าย”

การประเมินรูปแบบดังกล่าวเป็นกระบวนการพัฒนาทักษะสังคมและอารมณ์ไปพร้อมกัน ส่งผลต่อการพัฒนามิติด้านใน เช่น การสื่อสารและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เพราะเด็กได้ฝึกรับฟัง ให้เหตุผล และเรียนรู้จากผู้อื่นผ่านกิจกรรมประเมินเพื่อน                     

ครูลูกแก้วเล่าให้ฟังถึงการประเมินมิติด้านในและคุณลักษณะผู้เรียน ที่จะประเมินผ่าน 3 มุมมอง ได้แก่ (1) ครูเป็นผู้ประเมิน เช่น สังเกตพฤติกรรมและสมรรถนะในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (2) ผู้ปกครองเป็นผู้ประเมิน สังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานที่บ้านผ่าน Q-Parent และ (3) นักเรียนประเมินตนเอง โดยสะท้อนการรู้จักตัวเองด้วยแบบประเมินและกระบวนการกลุ่ม ครูลูกแก้วกล่าวว่า

“ให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินด้วย แล้วก็ผู้เรียนได้ประเมินตนเองด้วยค่ะ”

รูปแบบในการประเมินนั้น คุณครูต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกห้องเรียน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียน เช่น ฝึกให้เด็กเรียนรู้ที่จะคิด ครูต้องเปลี่ยนแปลงวิธีถามและวิธีตอบในห้องเรียน เปลี่ยนจากการตอบแบบกำปั้นทุบดินไปสู่การตอบแบบให้เหตุผล เป็นขั้นเป็นตอน เพราะที่ผ่านมา ก่อนใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ นักเรียนมักตอบคำถามเพียงตรง ๆ โดยไม่มีการให้เหตุผลประกอบ ซึ่งเป็นสัญญาณที่สะท้อนถึงการคิดแบบท่องจำ ไม่ใช่การคิดวิเคราะห์

“นักเรียนเคยตอบเหมือนกำปั้นทุบดินนะคะ คำตอบของเด็ก ๆ รู้อะไรก็ตอบแค่นั้น แต่ไม่ได้ให้เหตุผลเราประกอบ แต่ตั้งแต่ใช้หลักสูตรนี้มา คุณครูจะป้อนคำถามเพื่อให้เด็กฝึกคิด ให้มีความเป็นเหตุเป็นผลของคำตอบ เด็ก ๆ เขาก็จะเริ่มซึมซับ และมีกระบวนการกลุ่มมากขึ้น”     

นอกจากการเปลี่ยนแปลงวิธีถามและตอบในห้องเรียนแล้ว การที่นักเรียนรู้เป้าหมายปลายทางก่อนเริ่มเข้าสู่กิจกรรม จะช่วยให้นักเรียนสามารถประเมินตนเองระหว่างเรียนได้ ครูลูกแก้วกล่าวว่า

“นักเรียนรู้เป้าหมายปลายทางก่อนเรียนในทุกกระบวนการจัดการเรียนรู้ ก่อนเริ่มกิจกรรม การที่นักเรียนรู้จะช่วยประเมินตนเองระหว่างเรียนได้ว่า กำลังเดินหน้าไปสู่เป้าหมายหรือไม่

  1. Q-Info/Q-Parent  

ระบบ Q-Info (Quality Information System) คือแพลตฟอร์มฐานข้อมูลหลักที่โรงเรียนใช้บันทึก จัดเก็บ และรายงานผลการประเมินสมรรถนะของนักเรียน ครูทุกคนในโรงเรียนเข้าถึงและป้อนข้อมูลผ่านระบบนี้ อย่างไรก็ตาม ระบบยังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงพัฒนา เพราะแม้ว่า Q-Info จะเป็นระบบกลางแต่โรงเรียนพบข้อจำกัดอยู่คือ ระบบยังไม่ได้เปิดให้ป้อนข้อมูลผลการประเมินสมรรถนะได้อย่างอิสระในบางส่วน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสมรรถนะหลักที่โรงเรียนออกแบบเอง           

สำหรับเอกสาร ปพ.1, ปพ.2 และ ปพ.3 นั้น โรงเรียนไม่ได้ดำเนินการในส่วนนี้โดยตรง แต่มีกระบวนการเทียบโอนกลับไปเป็น ปพ.1 ซึ่งตอนนี้โรงเรียนจัดทำ ปพ.5 และ ปพ.6 ขึ้นเอง เพื่อใช้ในการรายงานผลการประเมิน ทั้งในด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับชั้นปี ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับช่วงชั้น และสมรรถนะหลักของผู้เรียน เพื่อให้ผู้ปกครองได้รับทราบพัฒนาการและผลการเรียนรู้ของนักเรียน ครูลูกแก้วเล่าว่า

“เอกสาร ปพ.1, 2, 3 เราไม่ยุ่งเพราะเป็นของส่วนกลาง เรามีเทียบโอนกลับไปเป็นปพ.1 ก่อนปลดล็อกนะคะ แต่ปพ.5 ปพ.6 ที่โรงเรียนออกแบบเอง เพราะเราต้องแจ้งผลการประเมินสมรรถนะหลัก ซึ่งในโปรแกรม Q-info ที่เราใช้เนี่ยเขายังไม่ได้ปลดล็อก ในส่วนนี้ที่เราสามารถป้อนข้อมูลอย่างอิสระ เราก็เลยจัดทำ ปพ.5 และปพ.6 เพื่อรายงานผลการประเมิน ไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นปี ช่วงชั้น สมรรถนะหลักให้ผู้ปกครองได้เห็นในส่วนนี้ด้วยค่ะ”

ส่วน Q-Parent คือแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการประเมินสมรรถนะของบุตรหลานโดยตรง เป็นผู้ร่วมประเมินกับครูและตัวนักเรียน ซึ่งนับเป็นอีกนวัตกรรมด้านการประเมินที่สำคัญของโรงเรียน ครูลูกแก้วเล่าว่า

“ดึงผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินด้วย โดยใช้ Q-Parent เป็นแอปพลิเคชันให้ผู้ปกครองเข้าร่วมประเมิน”

แนวทางนี้ทำให้การประเมินสมรรถนะเกิดขึ้นในชีวิตจริงของเด็ก ไม่ใช่เฉพาะในห้องเรียน เพราะผู้ปกครองสามารถสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานที่บ้าน แล้วนำมาบันทึกและสะท้อนผ่านแอปพลิเคชัน สมรรถนะควบคู่กับแอปพลิเคชัน Q-Parent ที่ให้ผู้ปกครองเข้ามาร่วมประเมินสมรรถนะผู้เรียน           

  1. ปพ.5 และปพ.6

คุณครูโรงเรียนบ้านสามยอดออกแบบ ปพ.5 และ ปพ.6 เพื่อรายงานผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นปีและช่วงชั้น รายงานผลสมรรถนะหลัก เพื่อแจ้งผลการเรียนต่อผู้ปกครองทุกภาคเรียน และเพื่อแก้ปัญหาที่ระบบ Q-Info ยังไม่รองรับการรายงานผลสมรรถนะหลักได้อย่างอิสระ ครูลูกแก้วได้นำปพ. 5 ฉบับโรงเรียนมานำเสนอในบทความนี้ พร้อมเล่าว่า

“อันนี้เป็นหน้าตาของ ปพ.5 ที่โรงเรียนออกแบบเองนะค่ะ จะรายงานผลการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นปี และช่วงชั้นด้วย อันนี้เป็นภาคเรียนที่ 1 จะยังไม่ได้ตัดเกรดครบทุกจุด แต่ถ้าเป็นภาคเรียนที่ 2 จะมีผลการประเมินให้ผู้ปกครองได้รับทราบด้วย ทั้งสมรรถนะหลักและผลลัพธ์ชั้นปีค่ะ”

สิ่งที่รายงานใน ปพ.5 ของโรงเรียน ครอบคลุม 3 ส่วนหลัก คือ (1) ผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นปี เพื่อแสดงพัฒนาการตามเป้าหมายของแต่ละชั้นเรียน (2) ผลลัพธ์การเรียนรู้ช่วงชั้น ใช้แสดงภาพรวมของพัฒนาการในช่วงชั้น (ป.1-3, ป.4-6, ม.1-3) และ (3) ผลการประเมินสมรรถนะหลัก ใช้รายงานสมรรถนะทั้ง 6 ด้านที่นักเรียนพัฒนาในแต่ละภาคเรียน      
ในการแปลผลข้อมูลเพื่อเขียนในปพ. ครูลูกแก้วเล่าว่า

การจัดทำหลักสูตรคือ จะพาคุณครูในโรงเรียนทำเรื่องการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงนะค่ะ…พอดีเป็นตัวแทนของจังหวัดกาญจนบุรีไปร่วมกับสำนักวิชาการ เนื่องจากโรงเรียนบ้านสามยอดใช้หลักสูตรประเภทที่ 3 ก็คือไม่มีตัวชี้วัดแล้วนะคะ เป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นปี ซึ่งแตกออกมาจากผลลัพธ์การเรียนรู้ช่วงชั้นที่ CBE กำหนดไว้ เราก็ได้มีการวิเคราะห์ความเชื่อมโยง เนื่องจาก พรบ. กำหนดไว้ว่าต้องมีความเชื่อมโยง 60% ถึงจะถือว่าจบตามหลักสูตรแกนกลางด้วย ของโรงเรียนเราเนี่ยเทียบโอนได้ 100% ก็คือเรามองว่า กรอบความรู้ของเด็กแต่ละชั้นปีตามตัวชี้วัดเดิมที่ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านกำหนดไว้ ว่าเด็กแต่ละชั้นปีจะมีอะไรบ้าง แล้วเราก็ใส่ความเป็นสมรรถนะลงไป ทำให้เกิดเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นปีของโรงเรียน เเลยสามารถเทียบโอนได้ 100% ค่ะ

สรุป
จากบทสัมภาษณ์สะท้อนให้เห็นว่า โรงเรียนแห่งนี้มีระบบที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง และหน่วยงานส่วนกลาง โดยแต่ละระดับของการประเมินทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่     
1. ระดับสมรรถนะภายใน โรงเรียนใช้เครื่องมือ Q-Parent ให้ผู้ปกครองเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ร่วมประเมิน ทำให้ข้อมูลพฤติกรรมและพัฒนาการของผู้เรียนเชื่อมโยงทั้งที่บ้านและโรงเรียน ครูจึงมองเห็นตัวตนของผู้เรียนได้รอบด้านมากขึ้น
2. ระดับห้องเรียนและรายวิชา ครูใช้รูบริกและคลังข้อสอบที่แบ่งตามช่วงชั้นเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามพัฒนาการของผู้เรียน การประเมินจึงเป็นกระบวนการติดตามการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง และช่วยให้ครูสามารถออกแบบการสอนได้สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน       
3. ระดับรายงานผล โรงเรียนได้พัฒนาเอกสาร ปพ.5 และ ปพ.6 ฉบับของโรงเรียนเอง โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบ Q-Info และเอกสารประกอบอื่น ๆ เพื่อสื่อสารพัฒนาการของผู้เรียนให้ผู้ปกครองเข้าใจและเห็นการพัฒนาของผู้เรียน รายงานผลจึงไม่ได้เป็นเพียงเอกสารทางวิชาการ แต่เป็นเครื่องมือสร้างความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน           
4. ระดับมาตรฐานชาติ โรงเรียนเชื่อมโยงกับระบบส่วนกลางผ่านเอกสาร ปพ.1–3 การเทียบโอนผลการเรียน และการทดสอบ O-NET ซึ่งทำหน้าที่สะท้อนมาตรฐานการศึกษาระดับประเทศควบคู่ไปกับอการประเมินของโรงเรียนที่ฝึกเน้นให้ผู้เรียนคิด ให้เหตุผล เห็นความเชื่อมโยง และเขียนอธิบายคำตอบได้          
5. ในกรณีที่นักเรียนต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติมหรือต้องเรียนซ้ำชั้น ความร่วมมือกับผู้ปกครองทำให้เกิดวงจรการพัฒนาที่เชื่อมโยงทั้งในและนอกห้องเรียน           
6. ผลจากการสัมภาษณ์ยังชี้ให้เห็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า หน่วยงานต้นสังกัดควรเปิดพื้นที่ให้โรงเรียนสามารถออกแบบเอกสาร ปพ.5 และ ปพ.6 ให้สอดคล้องกับระบบการประเมินของตนเองได้มากขึ้น รวมถึงควรพัฒนาระบบ Q-Info ให้รองรับการบันทึกข้อมูลด้านสมรรถนะหลักของผู้เรียนได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อให้การประเมินสะท้อนศักยภาพของผู้เรียนได้ครบถ้วนและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละโรงเรียน

 

  

เจ้าของเรื่อง: มณีรัตน์ จิตนิยม

ผู้เขียนและจัดทำภาพประกอบ: ปัณฑารีย์ ทันตสุวรรณ

เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดีของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
หมวดหมู่บทความ
ติดต่อเจ้าหน้าที่
สบน.
สำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
สวัสดีครับ โปรดแจ้งละเอียดเรื่องที่จะสอบถาม เจ้าหน้าที่จะกลับมาตอบเร็วที่สุด
ส่งข้อความ