PHAHOL Model

20 กรกฎาคม 2026

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2569 สบน. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และถอดบทเรียนความสำเร็จจากพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทั่วประเทศ ผ่านการนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices) ที่สามารถต่อยอดและประยุกต์ใช้ได้จริงในบริบทพื้นที่ต่าง ๆ ของโรงเรียนพหลโยธิน (พ่วงเจริญอุปถัมภ์) สังกัดสำนักงานเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เป็นสถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมที่มุ่งเน้นการจัดการศึกษาบนฐานสมรรถนะเพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน โดยมีสาระสำคัญในการดำเนินงานดังนี้:

  • รูปแบบการบริหาร “PHAHOL Model”: โรงเรียนขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมการบริหารที่ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การมีส่วนร่วม (Participation), การจัดการศึกษาแบบองค์รวม (Holistic Education), การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning), เส้นทางสู่อาชีพ (Hobby to Career), นวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) และความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ (Learning Flexibility) โดยมีกระบวนการทำงาน 6 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์บริบท ไปจนถึงการประเมินผลตามสภาพจริงและการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • การจัดการเรียนรู้ผ่าน Maker Space: โรงเรียนจัดพื้นที่สร้างสรรค์หรือ Maker Space ทั้งหมด 43 เมกเกอร์ ตามความถนัดของครูแต่ละท่าน โดยมี 3 รูปแบบคือ แบบห้องเรียนพิเศษ, แบบมุมในห้องเรียน และแบบชุดเคลื่อนที่ ซึ่งใช้กระบวนการ STEAM Design Process 5 ขั้นตอน (ตั้งคำถาม, จินตนาการ, วางแผน, สร้างสรรค์ และสะท้อนคิด) เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นกิจกรรม Active Learning ที่สร้างสมรรถนะให้ผู้เรียนได้จริง
  • การประเมินสมรรถนะด้วย Starfish Class: โรงเรียนใช้เครื่องมือ Starfish Class ในการประเมินสมรรถนะหลักของผู้เรียน ซึ่งครอบคลุม 7 ด้าน (6+1) ได้แก่ สมรรถนะหลัก 6 ด้านตามหลักสูตร และเพิ่มด้าน “การสร้างสรรค์นวัตกรรม” ซึ่งเป็นจุดเน้นของกรุงเทพมหานคร การประเมินจะเน้นสิ่งที่นักเรียน “ทำได้” มากกว่าสิ่งที่ “สอบได้”
  • การรายงานผลอย่างเป็นระบบ: ระบบการประเมินสามารถแสดงผลได้ทั้งแบบรายห้องและรายบุคคลในรูปแบบ แผนภาพใยแมงมุม (Radar Chart) โดยแบ่งระดับความสามารถเป็น 5 ระดับ คือ ต้องการความช่วยเหลือ, เริ่มต้น, กำลังพัฒนา, สามารถ และเหนือความคาดหวัง เพื่อให้ครูและผู้ปกครองเห็นพัฒนาการและจุดที่ควรส่งเสริมได้อย่างชัดเจน
  • เป้าหมายการเปลี่ยนแปลง: โรงเรียนมุ่งสร้างผลลัพธ์ใน 3 มิติ คือ ผู้เรียนมีสมรรถนะพร้อมใช้ในชีวิตจริง, ครูเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ (Learning Designer) และองค์กรกลายเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ภายใต้ปรัชญาที่เชื่อว่าศักยภาพของผู้เรียนทุกคนสามารถเติบโตได้ไม่สิ้นสุด

สรุปคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ

อ.ศิริวรรณ

  • ชื่นชมระบบการจัดเก็บข้อมูล: ท่านชื่นชมว่าโรงเรียนมีระบบในการจัดเก็บข้อมูลนักเรียนที่โดดเด่นและชัดเจน
  • การนิยามสมรรถนะและการวัดผล: เน้นย้ำว่าโรงเรียนต้องมีนิยามสมรรถนะที่ชัดเจน (หน้าตาเด็กต้องเป็นอย่างไร) และควรวางระดับความสำเร็จให้เห็นพัฒนาการแบบขั้นบันไดในแต่ละช่วงชั้น (เช่น ป.1 ขยับไป ป.2 และ ป.3)
  • การใช้ Dashboard: แนะนำให้ใช้ Dashboard เพื่อแสดงผลข้อมูลทั้งด้านความรู้ (Knowledge) และสมรรถนะ (Competency) ควบคู่กัน เพื่อให้ครูเห็น “Gap” หรือจุดที่เด็กควรได้รับการพัฒนาต่ออย่างชัดเจน

อ.บังอร

  • จุดเด่น 5 ประการ: ท่านสรุปจุดแข็งของโรงเรียนไว้ 5 ด้าน คือ ระบบบริหารงานที่ชัดเจน, กระบวนการ SLC/PLC ที่เข้มแข็ง, กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (Maker Space), การใช้เครื่องมือที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ (Starfish Class) และระบบการประเมินที่ง่าย
  • การเชื่อมโยงสู่ชีวิตจริง: แนะนำให้ก้าวออกจากห้องเรียน โดยเชื่อมโยงการวางแผนและลงมือทำ (ในขั้นตอนที่ 3 และ 4 ของ Maker Space) เข้ากับสถานการณ์จริงในชีวิต เพื่อให้เด็กได้พัฒนาสมรรถนะอย่างเต็มที่มากกว่าการทำเพียงในกระดาษหรือของจำลอง
  • การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment): แนะนำให้ใช้กระบวนการสะท้อนคิด (ขั้นที่ 5) เพื่อปรับปรุงงาน อย่ารีบกรอกคะแนน แต่ควรให้เด็กได้ดูเกณฑ์ (AAL) และครูช่วยให้ข้อมูลป้อนกลับ (AFL) เพื่อให้เด็กได้ปรับปรุงผลงานจนสมบูรณ์ก่อนจะสรุปผล
  • ความแม่นยำของเกณฑ์ (Rubrics): ฝากให้รีเช็คว่าเกณฑ์การประเมินต้องตรงกับสมรรถนะที่ต้องการวัดจริงๆ เช่น หากจะวัด “ความคิดสร้างสรรค์” เกณฑ์ต้องเน้นที่ความแปลกใหม่ ไม่ใช่แค่ความสวยงาม

อ.สุรศักดิ์

  • ความฉลาดในการเลือกเครื่องมือ: ชื่นชมที่โรงเรียนฉลาดในการเลือกใช้เครื่องมือ (Starfish Class) มาช่วยอำนวยความสะดวกและลดภาระในการทำงานของครู
  • การใช้ข้อมูลเพื่อส่งต่อ: เน้นย้ำให้นำข้อมูลการประเมินที่ได้ ส่งต่อให้ครูในระดับชั้นถัดไป เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดการเรียนรู้และดูแลเด็กได้อย่างต่อเนื่อง
  • เครื่องมือที่หลากหลาย: แนะนำว่านอกจากแบบทดสอบแล้ว “การให้ Feedback” ของครูคือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กคิดวิเคราะห์และพัฒนาได้ทันท่วงที

อ.ปิยาภรณ์

  • การข้ามผ่านอุปสรรค: ฝากประเด็นให้โรงเรียนถอดบทเรียนเพิ่มเติมในจุดที่ทำแล้ว “ไม่สำเร็จ” หรือจุดที่ยากลำบาก เพื่อให้เห็นว่าครูทำหน้าที่เป็น “โค้ช” ในการพาเด็กก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร

 

Amarin School Connex ระบบบริหารจัดการโรงเรียนอัจฉริยะ
หมวดหมู่บทความ
ติดต่อเจ้าหน้าที่
สบน.
สำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
สวัสดีครับ โปรดแจ้งละเอียดเรื่องที่จะสอบถาม เจ้าหน้าที่จะกลับมาตอบเร็วที่สุด
ส่งข้อความ