วันที่ 13 มิ.ย. 2569 สบน. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และถอดบทเรียนความสำเร็จจากพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทั่วประเทศ ผ่านการนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices) ที่สามารถต่อยอดและประยุกต์ใช้ได้จริงในบริบทพื้นที่ต่าง ๆ ของโรงเรียนบ้านโก จังหวัดศรีสะเกษ โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน
สรุปประเด็นสำคัญของโรงเรียนบ้านกระถุน จังหวัดศรีสะเกษ ที่สะท้อนถึงรูปแบบการดำเนินงาน วิธีการทำงาน และผลลัพธ์ในการพัฒนาสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรม มีดังนี้:
1. การปรับโฉมโรงเรียนเชิงระบบด้วยแนวคิด “Well-being” และเป้าหมาย DOE ที่ชัดเจน โรงเรียนบ้านกระถุนมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (Systemic Transformation) โดยเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่เน้นการท่องจำมาเป็นการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ภายใต้สโลแกน “คิดดี ทำดี มีความสุข” และกำหนดผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของผู้เรียน (DOE) ไว้ 3 ด้าน คือ “รู้คิด จิตใจดี และมีทักษะชีวิต” เพื่อให้นักเรียนเติบโตอย่างมีคุณภาพและสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้
2. กระบวนการพัฒนาปัญญาภายในและภายนอกผ่านนวัตกรรมที่หลากหลาย วิธีการทำงานเน้นการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านผ่าน 2 กระบวนการหลัก คือ ปัญญาภายใน ที่ใช้กิจกรรม “จิตศึกษา” เพื่อสร้างสนามพลังบวกและพื้นที่ปลอดภัยทางใจ และ ปัญญาภายนอก ที่เน้นทักษะวิชาการและสมรรถนะผ่านการเรียน ภาษาไทยผ่านวรรณกรรม, คณิตศาสตร์ Pro-Active และการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ที่เชื่อมโยงกับบริบทชุมชน เช่น หน่วย “ฮอยนา ฮอยชีวิต” หรือ “ศิลป์สี ผืนผ้าแห่งชีวิต”
3. การทำงานบนฐานข้อมูล (Data-Driven) และการใช้ Backward Design โรงเรียนใช้ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (เช่น O-NET และ RT) มาวิเคราะห์เพื่อหาจุดที่ต้องพัฒนา โดยพบว่านักเรียนมีปัญหาด้านการคิดขั้นสูง จึงนำมาเป็นโจทย์ในการออกแบบแผนการสอนแบบย้อนกลับ (Backward Design) วิธีการทำงานนี้ขับเคลื่อนผ่านกระบวนการ PLC ที่เข้มแข็งในทุกสัปดาห์ เพื่อให้ครูได้วิพากษ์แผนร่วมกันและรีเฟล็กซ์ (Reflection) ผลที่เกิดขึ้นกับเด็กรายบุคคล ส่งผลให้คะแนนทดสอบระดับชาติสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง
4. ระบบการประเมินผลตามสภาพจริงที่เน้นการมีส่วนร่วมและร่องรอยการเรียนรู้ โรงเรียนเปลี่ยนจากการวัดผลเพื่อตัดสินคะแนน มาเป็นการประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) ที่ครอบคลุมทั้ง K-A-S-V (ความรู้ ทัศนคติ ทักษะ และคุณค่า) โดยเปิดโอกาสให้ทั้งครู นักเรียนประเมินตนเอง เพื่อน และผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมในการให้ฟีดแบ็ก มีการใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เช่น เกณฑ์ Rubric แบบระดับความสามารถ และการบันทึกร่องรอยการเรียนรู้ผ่านชิ้นงานจริง เช่น “กระถุน Coffee บาร์” เพื่อให้เห็นพัฒนาการของเด็กอย่างเป็นรูปธรรม
สรุปคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ
1. อ.ศราวุธ
- ระบบที่ยืดหยุ่น: หากโรงเรียนเปิดโอกาสให้เด็กออกแบบปฏิทินการเรียนรู้เองได้ 100% ควรนำวิธีการจัดโครงสร้างเวลาหรือตารางสอนมาแชร์ให้โรงเรียนอื่นได้เรียนรู้ เพราะถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีมากในเรื่องความยืดหยุ่นของระบบ
- การเตรียมความพร้อมนักเรียนเพื่อประเมินตนเอง: ชื่นชมการกระจายอำนาจการประเมินสู่ผู้ปกครองและนักเรียน แต่เน้นย้ำถึง “วิธีการเตรียมตัวนักเรียน” ว่าทำอย่างไรให้เด็กเข้าใจและใช้เครื่องมือประเมินได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้เห็นจุดที่ยังขาดและยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ได้โดยไม่รู้สึกว่าถูกบูลลี่
- การปรับปรุงเครื่องมือประเมิน (Rubrics): แนะนำให้ก้าวข้าม Scoring Rubric ที่ออกแบบมาเฉพาะงานชิ้นนั้นๆ (Task Specific) มาเป็นการสร้าง “Rubric ประจำผลลัพธ์การเรียนรู้” (Learning Outcome Rubric) เพื่อใช้ประเมินสมรรถนะเดิมในทุกชิ้นงาน ซึ่งจะช่วยลดภาระครูและเห็นพัฒนาการของเด็กได้อย่างต่อเนื่อง
2. อ.สุธีระ
- การประเมินปัญญาภายใน (Values & Attitude): เน้นย้ำว่าคุณค่า (V) และเจตคติ (A) มักแสดงออกผ่านจิตใต้สำนึก ครูจึงต้องมีความสามารถในการ “สร้างสถานการณ์และสังเกตพฤติกรรมขณะที่เด็กไม่รู้ตัว” เพื่อให้ได้ผลการประเมินที่ตรงตามความเป็นจริงที่สุด
- อิสรภาพในการออกแบบของครู: ชื่นชมความกล้าของครูที่ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่ละเอียดขึ้นกว่าเดิม แม้จะใช้เรื่องเดิมในชุมชนมาสอน
3. อ.ปิยาภรณ์
- การถอดบทเรียนจากความไม่สำเร็จ: แนะนำให้ครูตั้งคำถามกับจุดที่เด็ก “ไม่สำเร็จ” หรือเจอปัญหา เพื่อดูว่าเด็กก้าวข้ามผ่านอุปสรรคนั้นได้อย่างไร
- บทบาทการเป็นโค้ช: ครูควรทบทวนวิธีการสอนของตนเองว่า เมื่อเด็กเจอปัญหา เราเข้าไปช่วยเหลือแบบไหนที่ช่วยยกระดับสมรรถนะเด็กได้จริง โดยไม่ใช่วิธีการบอกคำตอบทันที
4. อ.บังอร
- แก่นของการประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment): ชื่นชมที่โรงเรียนเริ่มทำได้ดีเกือบถึงแก่นแล้ว แต่เน้นย้ำว่าการประเมินต้องนำไปสู่การ “ปรับปรุงการเรียนรู้ในระหว่างเรียน” ไม่ใช่แค่การตัดสินหรือกรอกคะแนนทันที
- การใช้เกณฑ์ประเมินร่วมกัน (AAL & AFL): แนะนำให้นักเรียนประเมินตนเอง (AAL) และครูประเมิน (AFL) โดยใช้เกณฑ์เดียวกัน แล้วนำมาวิพากษ์ร่วมกันว่าจุดไหนที่ต้องปรับปรุง เพื่อให้เด็กได้ “กำไร” จากการพัฒนาตนเองจนสมบูรณ์ก่อนจะสรุปผล
- การใช้สถานการณ์จริง: ชื่นชมการใช้สถานการณ์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตเด็ก เช่น การทำบันทึกรายได้รายจ่าย เพราะจะทำให้การฝึกสมรรถนะมีความหมายและครูไม่ต้องเหนื่อยกับการออกแบบสถานการณ์จำลองที่ซับซ้อนเกินไป