HUGKO MODEL สร้างสมรรถนะเด็กฮู้จักความสู่โลกอนาคต

14 กรกฎาคม 2026

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2569 สบน. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และถอดบทเรียนความสำเร็จจากพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทั่วประเทศ ผ่านการนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices) ที่สามารถต่อยอดและประยุกต์ใช้ได้จริงในบริบทพื้นที่ต่าง ๆ ของโรงเรียนบ้านโก จังหวัดศรีสะเกษ โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน

สรุปประเด็นสำคัญของโรงเรียนบ้านโก จังหวัดศรีสะเกษ ที่สะท้อนถึงรูปแบบการดำเนินงานและวิธีการทำงานตามแนวทางสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรม มีดังนี้:

1. นวัตกรรมเปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้วย “Ban Ko Model” (Whole School Approach) โรงเรียนบ้านโกใช้รูปแบบการบริหารจัดการแบบองค์รวมทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงแค่การปรับวิธีสอนในห้องเรียน แต่เป็นการเปลี่ยนตั้งแต่กรอบแนวคิด (Mindset) ของผู้บริหาร วัฒนธรรมการทำงานของครู ไปจนถึงบรรยากาศการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ระบบหลัก คือ ระบบบริหารคุณภาพการศึกษา, ระบบการจัดการเรียนรู้, ระบบสนับสนุนวิชาการ และระบบสนับสนุนทั่วไป เพื่อวางรากฐานให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

2. กระบวนการเรียนรู้แบบ “Active Learning Loop” (ชง เชื่อม ใช้) วิธีการทำงานในห้องเรียนเน้นการเรียนรู้เชิงรุกผ่านวงจร “ชง-เชื่อม-ใช้” 4 ขั้นตอนสำคัญ คือ:

  • ชง: การกระตุ้นความสนใจและเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมผ่านคำถามหรือสื่อ
  • เชื่อมตนเอง: นักเรียนใคร่ครวญและบันทึกความเข้าใจลงในสมุด PBL
  • เชื่อมกันและกัน: การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนผ่านเครื่องมือคิด เช่น Blackboard Share
  • ใช้: การลงมือปฏิบัติจริงและสร้างสรรค์ชิ้นงานตามภารกิจที่ได้รับ โดยในระดับประถมจะใช้การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) และระดับปฐมวัยใช้การเล่นเป็นฐาน (Play-based Learning)

3. การประเมินผลตามสภาพจริงผ่านกรอบ VASK และสมรรถนะหลัก โรงเรียนเปลี่ยนจากการวัดผลเพื่อสืบค้นคะแนน มาเป็นการประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) โดยใช้กรอบ VASK ซึ่งประกอบด้วย:

  • V (Values): คุณค่าและการแสดงออกทางพฤติกรรม
  • A (Attitude): ทัศนคติและความมุ่งมั่น
  • S (Skills): ทักษะการสื่อสารและดิจิทัล
  • K (Knowledge): ความเข้าใจในเนื้อหาและรากเหง้าชุมชน การประเมินนี้จะเชื่อมโยงกับสมรรถนะหลัก 6 ด้าน และคุณลักษณะ “เด็กฮูจักความ” ของจังหวัดศรีสะเกษ โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เช่น เกณฑ์ Rubric แบบกระจายและแบบขั้นบันได เพื่อให้เห็นพัฒนาการรายบุคคลอย่างชัดเจน

4. วัฒนธรรม “H-U-G-K-O” และชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) วิธีการทำงานของบุคลากรยึดถือค่านิยมหลักคือ “ฮักโก” (H-U-G-K-O) ได้แก่ Heart (พื้นที่ปลอดภัย), Unity (ร่วมแรงร่วมใจ), Growth Mindset (พร้อมเรียนรู้), Knowledge & Competency (มุ่งมั่นสมรรถนะ) และ Local Ownership (รักรากเหง้าท้องถิ่น) โดยขับเคลื่อนผ่านกระบวนการ PLC (Professional Learning Community) ที่เข้มแข็ง ครูมีการทำ Case Study และ Lesson Study ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อวิเคราะห์และพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนรายบุคคล

สรุปคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ

1. การปรับภาษาในระดับการประเมินเพื่อเสริมพลังผู้เรียน

อ.ศราวุธ แนะนำให้โรงเรียนปรับโทนภาษาในระดับการประเมิน (Rubrics) ให้เป็นเชิงพัฒนามากขึ้น เช่น เปลี่ยนจากคำว่า “ปรับปรุง” หรือ “พอใช้” เป็นคำว่า “เริ่มต้น” หรือ “กำลังพัฒนา” เพื่อให้เด็กไม่รู้สึกว่าถูกตัดสิน แต่เห็นโอกาสในการ “Level Up” หรือพัฒนาตนเองต่อไปได้

2. การทำให้เกณฑ์การประเมิน (Rubrics) กระชับและไม่เป็นภาระ

ควรระวังไม่ให้การประเมินกลายเป็น “Checklist” พฤติกรรมย่อยที่ละเอียดเกินไปจนกลายเป็นภาระหนักของครู แต่ควรเน้นการมอง “ภาพรวม” (Holistic) ของสมรรถนะในแต่ละด้านเพื่อให้ครูมีพลังไปโฟกัสกับการออกแบบการสอนและการช่วยเหลือเด็กระหว่างทาง

3. การกำหนดพฤติกรรมบ่งชี้ให้ละเอียดและตรงประเด็น

อ.ศิริวรรณ และ อ.บังอร เน้นย้ำเรื่องความละเอียดละเมียดในการนิยามพฤติกรรมบ่งชี้ให้ตรงตามสมรรถนะจริงๆ เช่น หากต้องการวัด “ความคิดสร้างสรรค์” เกณฑ์ต้องมุ่งเน้นที่ “ความแปลกใหม่” ไม่ใช่แค่ความสวยงามของชิ้นงาน เพื่อให้ครูเห็นช่องว่าง (Gap) ที่เด็กควรต้องพัฒนาได้ชัดเจนขึ้น

4. หัวใจสำคัญของ Formative Assessment (การประเมินเพื่อพัฒนา)

อ.ปิยาภรณ์ และผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่นแนะนำว่า เมื่อได้ผลประเมินระหว่างเรียนมาแล้ว อย่ารีบกรอกคะแนนตัดสิน แต่ให้นำผลนั้นมาโค้ชเพื่อให้เด็กได้ปรับปรุงงานจนถึงระดับที่สมบูรณ์ที่สุดก่อน นอกจากนี้ควรตั้งคำถามกับนักเรียนในจุดที่ “ไม่สำเร็จ” เพื่อดูว่าพวกเขาก้าวข้ามปัญหาได้อย่างไร

5. การสังเกตสมรรถนะในสถานการณ์ที่ไม่รู้ตัว

อ.สุธีระ ให้ข้อสังเกตว่าสมรรถนะด้าน V (Values) และ A (Attitude) มักจะแสดงออกได้ชัดเจนที่สุดในสภาวะที่เด็กไม่รู้ตัวหรือเป็นไปตามธรรมชาติ ครูจึงควรสร้างสถานการณ์หรือใช้กิจวัตรประจำวัน (เช่น การตักอาหาร) เป็นพื้นที่ในการสังเกตและประเมินพฤติกรรมเหล่านี้

มากกว่าเด็กเก่งคือการสร้าง”นวัตกรชุมชน”
หมวดหมู่บทความ
ติดต่อเจ้าหน้าที่
สบน.
สำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
สวัสดีครับ โปรดแจ้งละเอียดเรื่องที่จะสอบถาม เจ้าหน้าที่จะกลับมาตอบเร็วที่สุด
ส่งข้อความ