โรงเรียนแม่คือวิทยา Competencies to be Inspired ∙ Happiness Based School

25 สิงหาคม 2026

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 69 สบน. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และถอดบทเรียนความสำเร็จจากพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทั่วประเทศ ผ่านการนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices) ที่สามารถต่อยอดและประยุกต์ใช้ได้จริงในบริบทพื้นที่ต่าง ๆ ของโรงเรียนแม่คือวิทยา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมที่มีความโดดเด่นในการจัดการศึกษาแบบฐานสมรรถนะ โดยมีข้อมูลสรุปตามแหล่งที่มาดังนี้ครับ

1. ข้อมูลพื้นฐานและอัตลักษณ์

  • สังกัด: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1
  • ระดับที่เปิดสอน: ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3
  • แนวคิดหลัก (School Concept): “Competencies to be Inspired” หรือสมรรถนะสู่แรงบันดาลใจ โดยใช้สโลแกน “Happiness Based School” (โรงเรียนแห่งความสุข)
  • กลุ่มเป้าหมาย: นักเรียนประกอบด้วยละอ่อนเมือง 50% และอีก 50% เป็นเด็กพื้นที่สูง ไทใหญ่ และผู้ไม่มีสัญชาติ

2. เป้าหมายการเรียนรู้ในแต่ละช่วงวัย

โรงเรียนแบ่งเป้าหมายการพัฒนาตามระดับชั้นอย่างชัดเจน:

  • ชั้น ป.1-3 (Build up): เน้นเครื่องมือการเรียนรู้ที่สำคัญ คือ การอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณ
  • ชั้น ป.4-6 (Search for): เน้นให้เด็กค้นพบความถนัดและความชอบของตนเอง (พหุปัญญา) เพื่อสร้างความภูมิใจในตนเอง (Self-esteem)
  • ชั้น ม.1-3 (Be inspired): สร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพและวางเส้นทางชีวิตในอนาคต (Learning/Career Path)

3. การจัดการเรียนรู้แบบฐานสมรรถนะ (CBC/CBI)

  • การบริหารจัดการ: นำโดย ผอ. สุริยน สุริโยช ซึ่งเน้นการปรับ Mindset ของครูให้ก้ามข้ามความกังวลเรื่องหลักสูตร และมุ่งเน้นประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ
  • รูปแบบหลักสูตร: ใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ (Type 3) โดยบูรณาการเนื้อหาเพื่อลดความซ้ำซ้อนและลดภาระของผู้เรียน
  • ตัวอย่างการสอน: ในรายวิชาสังคมศึกษา มีหน่วย “ท้องถิ่นทั่วไทย” ที่นำเทคโนโลยีอย่าง Google Earth มาให้นักเรียนใช้สืบค้นและระบุพิกัดทางภูมิศาสตร์แทนการท่องจำ และฝึกสร้าง Infographic เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารและการคิดขั้นสูง

4. ระบบการวัดและประเมินผล (CBA)

  • สัดส่วนคะแนน: เน้นการประเมินระหว่างเรียน (Formative Assessment) 80% และประเมินผลสรุป (Summative Assessment) 20%
  • การประเมินแบบ K-S-A-C: ประเมินครอบคลุมทั้งความรู้ (K), ทักษะ (S), เจตคติ (A) และสมรรถนะ (C) โดยใช้เครื่องมือหลากหลาย เช่น แบบทดสอบปลายเปิด, แบบสังเกตพฤติกรรม และการประเมินชิ้นงาน
  • ระบบรายงานผล: พัฒนาโปรแกรมจัดเก็บข้อมูลเองที่สามารถแสดง กราฟพัฒนาการสมรรถนะรายปี เพื่อให้เด็กเห็นการเติบโตของตนเองและค้นพบความถนัด
  • ระบบเกรด: ใช้ระบบตัวอักษร 8 ระดับ (A-D และ H สำหรับผู้ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ) โดยมีการเทียบโอนผลการเรียนกลับสู่หลักสูตรแกนกลางปี 2551 เพื่อรองรับการศึกษาต่อ

5. ผลลัพธ์และทิศทางในอนาคต

  • ความสำเร็จของผู้เรียน: ศิษย์เก่าสามารถนำสมรรถนะที่ได้ เช่น การจัดการตนเอง การทำงานเป็นทีม และการคิดขั้นสูง ไปใช้ต่อยอดในระดับอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยในสาขาต่างๆ เช่น ศิลปะการแสดง ออกแบบแฟชั่น และการท่องเที่ยว
  • เป้าหมายต่อไป: มุ่งพัฒนา E-Portfolio แบบดิจิทัลเพื่อส่งต่อข้อมูลเด็กอย่างเป็นระบบ, เพิ่มทักษะความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Literacy) และความฉลาดทางการเงิน (Financial Literacy) รวมถึงมุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อสุขภาวะ (Well-being) ที่ยั่งยืน

สรุปคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ
อ.ศิริวรรณ

  • ชื่นชมระบบการจัดเก็บข้อมูล: ท่านชื่นชมว่าโรงเรียนมีระบบในการจัดเก็บข้อมูลนักเรียนที่โดดเด่นและชัดเจน
  • การนิยามสมรรถนะและการวัดผล: เน้นย้ำว่าโรงเรียนต้องมีนิยามสมรรถนะที่ชัดเจน (หน้าตาเด็กต้องเป็นอย่างไร) และควรวางระดับความสำเร็จให้เห็นพัฒนาการแบบขั้นบันไดในแต่ละช่วงชั้น (เช่น ป.1 ขยับไป ป.2 และ ป.3)
  • การใช้ Dashboard: แนะนำให้ใช้ Dashboard เพื่อแสดงผลข้อมูลทั้งด้านความรู้ (Knowledge) และสมรรถนะ (Competency) ควบคู่กัน เพื่อให้ครูเห็น “Gap” หรือจุดที่เด็กควรได้รับการพัฒนาต่ออย่างชัดเจน

อ.บังอร

  • จุดเด่น 5 ประการ: ท่านสรุปจุดแข็งของโรงเรียนไว้ 5 ด้าน คือ ระบบบริหารงานที่ชัดเจน, กระบวนการ SLC/PLC ที่เข้มแข็ง, กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (Maker Space), การใช้เครื่องมือที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ (Starfish Class) และระบบการประเมินที่ง่าย
  • การเชื่อมโยงสู่ชีวิตจริง: แนะนำให้ก้าวออกจากห้องเรียน โดยเชื่อมโยงการวางแผนและลงมือทำ (ในขั้นตอนที่ 3 และ 4 ของ Maker Space) เข้ากับสถานการณ์จริงในชีวิต เพื่อให้เด็กได้พัฒนาสมรรถนะอย่างเต็มที่มากกว่าการทำเพียงในกระดาษหรือของจำลอง
  • การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment): แนะนำให้ใช้กระบวนการสะท้อนคิด (ขั้นที่ 5) เพื่อปรับปรุงงาน อย่ารีบกรอกคะแนน แต่ควรให้เด็กได้ดูเกณฑ์ (AAL) และครูช่วยให้ข้อมูลป้อนกลับ (AFL) เพื่อให้เด็กได้ปรับปรุงผลงานจนสมบูรณ์ก่อนจะสรุปผล
  • ความแม่นยำของเกณฑ์ (Rubrics): ฝากให้รีเช็คว่าเกณฑ์การประเมินต้องตรงกับสมรรถนะที่ต้องการวัดจริงๆ เช่น หากจะวัด “ความคิดสร้างสรรค์” เกณฑ์ต้องเน้นที่ความแปลกใหม่ ไม่ใช่แค่ความสวยงาม

อ.สุรศักดิ์

  • ความฉลาดในการเลือกเครื่องมือ: ชื่นชมที่โรงเรียนฉลาดในการเลือกใช้เครื่องมือ (Starfish Class) มาช่วยอำนวยความสะดวกและลดภาระในการทำงานของครู
  • การใช้ข้อมูลเพื่อส่งต่อ: เน้นย้ำให้นำข้อมูลการประเมินที่ได้ ส่งต่อให้ครูในระดับชั้นถัดไป เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดการเรียนรู้และดูแลเด็กได้อย่างต่อเนื่อง
  • เครื่องมือที่หลากหลาย: แนะนำว่านอกจากแบบทดสอบแล้ว “การให้ Feedback” ของครูคือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กคิดวิเคราะห์และพัฒนาได้ทันท่วงที

อ.ปิยาภรณ์

  • การข้ามผ่านอุปสรรค: ฝากประเด็นให้โรงเรียนถอดบทเรียนเพิ่มเติมในจุดที่ทำแล้ว “ไม่สำเร็จ” หรือจุดที่ยากลำบาก เพื่อให้เห็นว่าครูทำหน้าที่เป็น “โค้ช” ในการพาเด็กก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร
บ้านกระถุน พลิกการเรียนรู้ คิดดี ทำดี มีความสุข จากห้องเรียนสู่ชีวิตจริงด้วย Active Learning และ Backward Design
หมวดหมู่บทความ
ติดต่อเจ้าหน้าที่
สบน.
สำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
สวัสดีครับ โปรดแจ้งละเอียดเรื่องที่จะสอบถาม เจ้าหน้าที่จะกลับมาตอบเร็วที่สุด
ส่งข้อความ